28 พย.51,การอบรมเพื่อสร้างอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน

การอบรมเพื่อสร้างอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชนภายใต้โครงการอาสาสมัครวิทย์ ร่วมใจแก้ไขปัญหาชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทราวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2551 เวลา 09.00 น. ณ โรงแรมวังธารา แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดฉะเชิงเทรา การอบรมเพื่อสร้างอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชนภายใต้โครงการอาสาสมัครวิทย์ ร่วมใจแก้ไขปัญหาชุมชน   จังหวัดฉะเชิงเทราวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2551    เวลา 09.00  .   ณ โรงแรมวังธารา แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราส.ส. ฐิติมา ฉายแสงรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดฉะเชิงเทราหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้แทนท้องถิ่น ผู้แทนชุมชนที่อาสาเป็นนักวิทยาศาสตร์ชุมชน     และผู้มีเกียรติทุกท่าน   ผมมีความยินดีที่ได้มาเป็นประธานในการเปิด  การอบรมเพื่อสร้างอาสา นักวิทยาศาสตร์ชุมชน จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการอาสาสมัครวิทย์ ร่วมใจแก้ไขปัญหาชุมชนจังหวัดฉะเชิงเทราในครั้งนี้                   ตั้งแต่ผมเป็นรัฐมนตรี ในช่วงแรกๆ ผมเป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ความยากจนของประชาชนในชาติจะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา นักประชากรศาสตร์ กล่าวว่า คนในชาติจะมีความสุข ต้องมีประชาชน 20 ล้านคน เพราะ มีพื้นที่และทรัพยากรอยู่จำกัด ขณะนี้ประเทศไทยมี 60 ล้านคนจะมีความสุขได้อย่างไร ผมเข้ามาศึกษา และทดลองเกี่ยวกับเกษตรพื้นฐานหลายชนิดขณะนี้ มี 4-5 ชนิด ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตร ทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่า ส่วนเรื่องอาสาสมัครวิทย์ เป็นเรื่องจำเป็น ผมจบปริญญาตรีทางด้านกฎหมาย แต่ไม่เคยทิ้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด  ผมเป็นรัฐมนตรี ได้เดินทางไปหลายประเทศ พบว่า ประเทศที่เจริญแล้ว จะเน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งสิ้น ประชาชนในชาติคิดเป็นเหตุเป็นผล สามารถประดิษฐ์ คิดค้นและใช้ชีวิตได้อย่างถูกหลักผมได้คิดว่า ทำอย่างไรให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีตัวแทนกระจายไปตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเชื่อมโยงกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่ง ส.ส. ฐิติมา ฉายแสง เห็นว่า ควรให้จังหวัดฉะเชิงเทรานำร่อง จึงได้นำเรื่องนี้ปรึกษากับผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยใช้งบประมาณของส่วนท้องถิ่น ส่วนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีองค์ความรู้มาก เช่น สวทช. มีบุคลากรระดับปริญญาเอกสายวิทยาสตร์ 400 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุน และถ้ารวมระดับปริญญาเอกสาขาอื่น มีประมาณ 500 คน การสร้างอาสาสมัครวิทย์แล้วจะเกิดประโยชน์อย่างไร ผมคิดว่าประชาชนจะทราบปัญหาของท้องถิ่น ปัญหาบางอย่างสามารถช่วยกันแก้ไขได้ แต่ปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้ส่งมาที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี เช่น เครื่องอบข้าว นักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบ โดยพัฒนาให้ทันสมัย และมีมาตรฐาน ทำให้มีราคาถูกกว่าท้องตลาด 10 เท่า ส่วนเรื่องโลกร้อน ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล ไม่ทราบว่าฝนจะตกตอนไหน ถ้าข้าวเปียกจะทำให้ขายไม่ได้ราคา จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์เอาไปจับได้ในทุกเรื่อง  ฉะนั้น กระทรวงวิทยาศาสตร์ ควรเข้าไปช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม เพราะผมเห็นว่า วิทยาศาสตร์ ทำให้เรามีฐานะดีขึ้น มีเหตุมีผล ต้องสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชน ตลอดจนบุตรหลาน ให้สนใจวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ผมเรียนจบ มศ. 5 สายวิทยาศาสตร์ ผมไม่เคยทิ้งเรื่องนี้ ได้ติดตามวิทยาการด้านนี้ จนสามารถคิดงานวิจัย เกี่ยวกับไม้สัก จนได้สิทธิบัตร2  ฉบับ ซึ่ง จดสิทธิบัตรในประเทศไทย และอเมริกา  การได้รับสิทธิบัตร ต้องมีผลงานที่ไม่เหมือนใครในโลก ถ้าประชาชนคิดนวัตกรรมใหม่ๆได้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ สามารถประสานงาน เพื่อจดสิทธิบัตรให้ท่านได้สิทธิบัตรให้ แต่ผลงานนั้น ต้องเอื้อประโยชน์ให้แก่ประชาชน ผมมองว่าเกิดประโยชน์แน่นอน คือ มีทรัพยากรก็จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีผลผลิต จะทำอย่างไรให้ผลผลิตมีเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ จะเป็นหน้าที่ของอาสาสมัครวิทย์ ที่ต้องช่วยกันดูแลให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น                          ในการนี้  ใคร่ขอขอบคุณจังหวัดฉะเชิงเทรา     ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ไปพัฒนา และแก้ปัญหาของชุมชน ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้น รวมถึงขอขอบคุณหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่ง  ในการจัดการอบรมในวันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการสร้างอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน ให้มีความเข้าใจในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และรวมทั้งขอขอบคุณวิทยากรทุกท่านที่ให้เกียรติมาเป็นผู้บรรยายในวันนี้ท้ายที่สุดนี้  ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การที่ทุกท่าน  ซึ่งเป็นผู้แทนชุมชนที่อาสามาเป็น นักวิทยาศาสตร์ชุมชน จากทุกหมู่บ้าน ตำบลในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา จะได้รับความรู้ ความเข้าใจในงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และค้นหาปัญหา/ความต้องการของชุมชน โดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนางานของชุมชน และจะร่วมกันดำเนินงานโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนต่อไป บัดนี้ ได้เวลาอันสมควร ผมขอเปิดการอบรมเพื่อสร้างอาสานักวิทยาศาสตร์ชุมชน  และขอให้การดำเนินงานโครงการนี้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ                                                                                           
                                                                                                                                                                                                                           ผู้เรียบเรียง  : ณัฐเขต หมูทอง                                                              ยุภาภรณ์ เทพจันทร์

Last Updated on Friday, 22 August 2014 06:02